← กลับห้องสมุดเพลินไพร
Now Reading Series

9 รส
รหัสร่างกาย

อ่านภาษาของร่างกายผ่านรสยา รสอาหาร และสัญญาณที่ลิ้นสัมผัส เชื่อมเภสัชแผนไทยกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในภาษาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

โดย หมอนิค × เพลินไพรเผยแพร่แล้วถึง EP.04 รสมันฉบับอ่านออนไลน์

อ่านอย่างไรดี

เริ่มจากตอนที่ 1 แล้วอ่านไล่ไปตามรส แต่ละตอนเป็นบทความสั้นจาก Facebook ที่ขยายให้เป็นหน้าอ่านต่อเนื่อง เหมาะสำหรับอ่านบนมือถือและแชร์ให้คนที่สนใจสมุนไพรไทยแบบเข้าใจง่าย

01
9 รส รหัสร่างกาย

รสขม

มะระ ฟ้าทะลายโจร และบทสนทนา 400 ล้านปี

ภาพประกอบรสขม บทสนทนา 400 ล้านปี
รสขม: มะระ ฟ้าทะลายโจร และบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับพืช

🌿 9 รส รหัสร่างกาย โดย หมอนิค

EP.01 รสขม — บทสนทนา 400 ล้านปี

ทำไมเด็กทุกคนเกลียดรสขม — แต่ทุกอารยธรรมโบราณใช้มันเป็นยา

อาทิตย์ก่อน หลานใกล้บ้านชิมมะระเป็นครั้งแรก
เขาทำหน้าแหย คายทิ้งทันที แล้วมองผมเหมือนผมพยายามวางยา

ผมอดยิ้มไม่ได้

ทำไม เด็กทุกคนทำหน้าแบบนี้กับรสขม?
และทำไม ผู้ใหญ่หลายคน กลับยอมจ่ายเงินซื้อกาแฟดำขม ๆ
ช็อกโกแลตขม ๆ มะระต้มซี่โครง

คำตอบของคำถามนี้ — ต้องย้อนกลับไปไกลกว่าที่เราคิดมาก

🌍 ย้อนไป 400 ล้านปี

เมื่อ พืช กับ สัตว์ แข่งกันเจริญเติบโตในโลก
จุดอ่อนของพืชคือ หนีไม่ได้

พอเจอแมลงกัด สัตว์กิน
พืชจึงพัฒนา อาวุธเคมี ขึ้นมาแทนเขี้ยวเล็บ

สารนั้นคือ อัลคาลอยด์ เทอร์พีน ไกลโคไซด์ แทนนิน
รวมเรียกว่า phytochemical defense

สัตว์ฝั่งเรา เพื่อความอยู่รอด
จึงพัฒนา receptor หรือตัวตรวจจับอาวุธพวกนี้
receptor ที่ชื่อว่า T2R (Type 2 Taste Receptor)

T2R เป็นหนึ่งใน gene กลุ่มที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังทำงานอยู่ในร่างกายเรา
มันเก่ากว่าตา เก่ากว่าหู เก่าจนเจอใน ปลา ที่อยู่บนโลกก่อนไดโนเสาร์

และที่น่าตะลึงก็คือ

มนุษย์มี gene สำหรับรับรสขม ประมาณ 25 ตัว
แต่เรามี gene สำหรับรับรสหวาน — เพียง 1 ตัว

ทำไมเหรอครับ ?

เพราะ อร่อย มีรูปแบบเดียว — น้ำตาล
แต่ อันตราย มีหลากหลายรูปแบบ
และวิวัฒนาการอยากให้เราตรวจจับได้ทุกแบบ

แล้วทำไมมนุษย์ถึงกินขม ทั้ง ๆ ที่วิวัฒนาการพยายามห้ามเรา ?

มีพฤติกรรมหนึ่งในสัตว์ ชื่อว่า zoopharmacognosy
หรือ สัตว์ที่รู้จักกินยาเอง

ลิงชิมแปนซีในแทนซาเนีย เวลามีพยาธิ จะไปเด็ดใบ Aspilia (ขมจัด) มาเคี้ยว
ช้างป่าจะหาต้นไม้ขมบางชนิดกินก่อนคลอดลูก
หมีกริซลีจะขุดรากของ Osha มาเคี้ยวเวลาเจ็บป่วย

มนุษย์ ในฐานะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวหนึ่ง
สืบทอดสัญชาตญาณนี้มา แต่เราไปไกลกว่านั้นมาก

เราไม่ได้แค่กินใบไม้ขมเวลาป่วย
เราบันทึก เราทดลอง เราส่งต่อความรู้ข้ามรุ่น
จนสมุนไพรกลายเป็น ระบบ และ ตำรา

แทบทุกอารยธรรมโบราณบนโลก
แยกพัฒนาตำรับยาขมขึ้นมาเองโดยอิสระ

อายุรเวทอินเดียมี ติกตะ (tikta = รสขม) ใช้ล้างพิษ
จีนมี (kǔ = ขม) ใช้ดับร้อนในร่างกาย
กรีก ฮิปโปเครติสมียาขมสำหรับไข้และดีซ่าน
ชนพื้นเมืองอเมริกาใต้มี cinchona (ต้นกำเนิดของ quinine)
แอฟริกาตะวันตกมี bitter kola
ไทยมี รสขม ใน 9 รสยา

และวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเข้าใจ ทำไม — ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบใหม่
สะเทือนวงการ pharmacology พอสมควร

T2R receptor ไม่ได้อยู่แค่ที่ลิ้น

มันอยู่ที่:

  • ลำไส้ — ตรวจจับสารพิษก่อนดูดซึม กระตุ้นการหลั่ง GLP-1
  • หลอดลม — กระตุ้นการขับเสมหะ ขยายหลอดลม
  • เซลล์ภูมิคุ้มกัน — เพิ่ม antimicrobial response
  • บางส่วนแม้กระทั่งในสมอง

แปลว่าเวลาเรากินยาขม — ร่างกายไม่ได้แค่ ส่ายหัว
มันส่งสัญญาณเตือนภัย + ปรับการทำงานหลายระบบ

นี่คือคำตอบของคำถามที่บรรพบุรุษเราตั้งไว้เมื่อหมื่นปีก่อน
ว่าทำไมรสขม ในขนาดที่เหมาะสม จึงเป็น ยา

🌿 ตำราไทย

ในระบบ 9 รสยา
รสขม จัดให้ใช้ แก้ไข้ ลดอักเสบ บำรุงโลหิต
ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด สะเดา มะระขี้นก — ทั้งหมดอยู่กลุ่มเดียวกัน

ในภาษา pharmacology ที่ผมเรียนมา:

  • ฟ้าทะลายโจร — andrographolide → ยับยั้ง NF-κB pathway
  • มะระขี้นก — momordicin → ปรับ glucose metabolism
  • สะเดา — nimbolide → immune modulation, anti-microbial

ทุกตัวขม เพราะมีกลุ่มสารที่ตัว T2R receptor จับได้
ทุกตัวทำงานในร่างกาย เพราะ T2R receptor มีอยู่ทั่วร่างกาย

ตำราไทย คือ บทบันทึกของข้อค้นพบที่มนุษยชาติสะสมมายาวนาน
เสียงสะท้อนของบทสนทนา 400 ล้านปี ระหว่างเรากับพืช

02
9 รส รหัสร่างกาย

รสเผ็ดร้อน

ขิง พริก และการปลุกไฟให้เคลื่อน

ภาพประกอบรสเผ็ดร้อน ขิง พริก และการปลุกไฟให้เคลื่อน
รสเผ็ดร้อน: ขิง พริก และกลไกการปลุกไฟให้ร่างกายเคลื่อน

🌿 9 รส รหัสร่างกาย โดย หมอนิค

EP.02 รสเผ็ดร้อน — ขิงแง่งเดียว ปรับสามธาตุ

ทำไมมนุษย์เป็น สัตว์ชนิดเดียว ที่ตั้งใจกินของที่ทำให้ปากเจ็บ ?

ในธรรมชาติ หมา แมว ลิง ช้าง ไม่กินพริก
มีแค่ นก กับ มนุษย์ ที่กินพริกได้

เพราะพริกสร้างสาร capsaicin ขึ้นมา
เฉพาะ เพื่อกีดกันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ชอบเคี้ยวเมล็ดจนแตก
แต่ปล่อยให้นกกินได้ เพราะนกกลืนทั้งเมล็ด แล้วบินไปขยายพันธุ์ให้

capsaicin จับกับ receptor ในตัวเราชื่อ TRPV1 — ตัวเดียวกับที่รับความร้อน
สมองเราเลยเข้าใจผิดว่าปากกำลังถูกเผา
ส่วนนกมี TRPV1 ที่ อ่าน capsaicin ไม่ออก — เลยไม่รู้สึกอะไรเลย

(งานวิจัยเรื่องนี้ได้รางวัลโนเบล ปี 2021)

แต่รู้ไหมครับ — พริกเป็นพืชต่างถิ่น
เพิ่งเข้าไทยราว 500 ปีก่อน สมัยอยุธยา

ก่อนหน้านั้น ครัวไทยและตำราไทยเผ็ดร้อนด้วยอะไร ?
ขิง ข่า ดีปลี พริกไทย

สมุนไพรรสเผ็ดร้อนที่อยู่ในตำราไทยมาแต่โบราณ
และอยู่ในครัวคุณตอนนี้ — คือ ขิง

วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องขิง
เพราะขิงแง่งเดียว ทำงานกับร่างกายเราได้ถึง 3 ระบบพร้อมกัน

ตำราไทยมองร่างกายเป็นการทำงานของ 3 ธาตุ — ลม ไฟ น้ำ
เวลาใครเจ็บป่วย ตำราไม่ได้ถามแค่ เป็นโรคอะไร
แต่ถามว่า ธาตุไหนเสียสมดุล

และรสเผ็ดร้อน คือรสที่ปรับได้ทั้ง 3 ธาตุ

ขิง กับ ธาตุไฟ

ไฟ ในตำราไทย ไม่ใช่ความร้อนลอย ๆ
มันคือ การเผาผลาญ และการย่อยอาหาร

ขิงไป จุดไฟ — กระตุ้น TRPV1 ที่ลิ้นและกระเพาะ
ทำให้ร่างกายหลั่งน้ำย่อย น้ำลาย น้ำดี มากขึ้น
และเพิ่มการสร้างความร้อนในร่างกายเล็กน้อย

นี่คือเหตุผลที่ตำราไทยใช้ขิง เจริญอาหาร ช่วยย่อย
และทำไมคนโบราณจิบน้ำขิงอุ่นหลังกินอาหารหนัก

ขิง กับ ธาตุลม

ลม คือการเคลื่อนไหวทุกอย่างในร่างกาย —
การบีบตัวของลำไส้ การไหลเวียน การส่งสัญญาณประสาท

เวลาลม ติดขัด จะเกิดท้องอืด จุกเสียด คลื่นไส้
ตำราเรียกอาการคลื่นไส้ว่า ลมตีขึ้น

ขิงไม่ได้ เพิ่มลม — แต่ทำให้ลมที่ติดขัด เดินได้ปกติ
วิทยาศาสตร์เรียกขิงว่า prokinetic — ช่วยให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวประสานกัน

และฤทธิ์ที่ขิงเด่นที่สุดคือ แก้คลื่นไส้
มีงานวิจัย RCT รองรับชัด — ทั้งแพ้ท้อง เมารถ และคลื่นไส้หลังเคมีบำบัด

ขิง กับ ธาตุน้ำ

น้ำ ในตำราไทย รวมถึงเสมหะและของเหลวต่าง ๆ
เมื่อน้ำ เกินและขุ่นข้น จะเกิดเสมหะเหนียว คัดจมูก เย็นชื้นในตัว

ขิงช่วยให้เสมหะข้นเหนียว เหลวลงและขับออกง่าย
ความอุ่นของขิงยังช่วยการไหลเวียน ลดภาวะ เย็นชื้นคั่ง

นี่คือเหตุผลที่เวลาเป็นหวัดเย็น ๆ คนไทยถึงนึกถึงน้ำขิง

จุดที่ทุกอย่างเชื่อมกัน

สังเกตไหมครับ — ขิงไม่ได้ เพิ่ม ทุกธาตุ
มัน ปรับทิศ

เติมไฟที่พร่อง / ขับลมที่ติดขัด / ลดน้ำที่เกิน

ทั้งสามอย่างชี้ไปทางเดียวกัน —
เปลี่ยนร่างกายจาก เย็น นิ่ง ชื้น ไปเป็น อุ่น เคลื่อน โล่ง

รสเผ็ดร้อนทุกตัวทำงานในทิศนี้
ขิงแค่เป็นตัวที่ทำได้ครบ และนุ่มนวลที่สุด

ใช้ขิงให้เป็น

ขิงเหมาะกับร่างกายที่ เย็นและเฉื่อย
ย่อยช้า ท้องอืด มือเท้าเย็น มีเสมหะ เป็นหวัดเย็น

แต่ตำราไทยเตือนชัด — รสเผ็ดร้อนไม่เหมาะกับทุกคน ทุกเวลา
ถ้าร่างกาย ร้อนอยู่แล้ว ขิงจะเติมไฟจนเกิน

ควรระวังการใช้ขิงมาก เมื่อ

  • มีไข้ ตัวร้อน ร้อนใน
  • แสบท้อง โรคกระเพาะ กรดไหลย้อน

ข้อห้ามนี้ไม่ใช่กฎลอย ๆ
มันคือผลโดยตรงจาก ทิศทาง ที่ขิงผลักร่างกาย —
ถ้าร่างกายร้อนอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเติมไฟ

เกร็ดสุดท้าย — ขิงสด ไม่เท่ากับ ขิงแห้ง

ขิงสดมีสารชื่อ gingerol
พอตากแห้งหรือโดนความร้อน gingerol เปลี่ยนเป็น shogaol ที่เผ็ดร้อนกว่า

ตำราไทยจึงใช้ ขิงสด กับ ขิงแห้ง ในตำรับต่างกัน
และวิทยาศาสตร์เพิ่งเข้าใจว่า เพราะโมเลกุลมันเปลี่ยนไปจริง ๆ

ตำราไทยรู้ความต่างนี้ ก่อนเรามีเครื่องวิเคราะห์สารหลายร้อยปี

ขิงแง่งเดียวในครัวคุณ
ถ้าอ่านเป็น — มันบอกเรื่องของ ลม ไฟ น้ำ ได้ครบสามธาตุ
นั่นแหละ — รหัสร่างกาย ที่ตำราไทยทิ้งไว้ให้

03
9 รส รหัสร่างกาย

รสเปรี้ยว

มะขามป้อม โรคลักปิดลักเปิด และตัวปลุกของร่างกาย

ภาพประกอบรสเปรี้ยว มะขามป้อมและโรคลักปิดลักเปิด
รสเปรี้ยว: มะขามป้อม วิตามินซี และบทเรียนจากประวัติศาสตร์การแพทย์

🌿 9 รส รหัสร่างกาย โดย หมอนิค

EP.03 รสเปรี้ยว — โรคที่ฆ่าลูกเรือ 2 ล้านคน

ปี 1519 — เฟอร์ดินานด์ มาเจลแลน ออกเดินทางรอบโลก
พร้อมลูกเรือ 270 คน

3 ปีต่อมา เรือกลับถึงสเปน
เหลือลูกเรือ 18 คน

ส่วนใหญ่ไม่ได้ตายเพราะพายุ ฉลาม หรือโจรสลัด
แต่ตายเพราะโรคหนึ่ง ที่ลูกเรือยุคนั้นกลัวที่สุด

โรคลักปิดลักเปิด

อาการ — เหงือกบวมเลือดออก ฟันโยกหลุด แผลเก่าปริ
เลือดออกใต้ผิวหนัง แล้วตายอย่างทรมาน

ตลอด 300 ปีของยุคเดินเรือ
มีลูกเรือตายจากโรคนี้ — ประมาณ 2 ล้านคน

แล้วอะไรรักษามันได้ ?
คำตอบ — รสเปรี้ยว

การทดลองครั้งแรกของโลก

ปี 1747 — แพทย์ทหารเรืออังกฤษชื่อ James Lind
ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำ

เขาเลือกลูกเรือที่ป่วย 12 คน แบ่งเป็น 6 คู่
แต่ละคู่ให้กินของต่างกัน — น้ำส้มสายชู / cider / น้ำทะเล / กรด / เครื่องเทศ / และ ส้มกับมะนาว

ผ่านไป 6 วัน
มีเพียงคู่ที่กินส้มและมะนาว ที่อาการดีขึ้นชัดเจน

นี่คือ การทดลองทางคลินิกแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

RCT — วิธีวิจัยที่หมอทุกคนเรียนมา และใช้ตัดสินใจรักษาคนทุกวันนี้
รากของมัน คือการศึกษา รสเปรี้ยว ครั้งนี้

แล้วทำไมมะนาวถึงรักษาได้ ?

คำตอบคือสารชื่อ vitamin C

ร่างกายเราใช้ vitamin C เป็นวัตถุดิบสำคัญ ในการสร้าง คอลลาเจน
คอลลาเจนคือโครงร่างที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกัน —
ผนังหลอดเลือด เหงือก ผิวหนัง กระดูก

ไม่มี vitamin C → สร้างคอลลาเจนไม่ได้ → ร่างกายค่อย ๆ หลุดออกจากกัน
นั่นคือโรคลักปิดลักเปิด

รสเปรี้ยวในธรรมชาติ — คือสัญญาณที่บอกว่า ที่นี่มี vitamin C
ลิ้นเราถูกออกแบบมาให้ตามหามัน

พระเอกของตำราไทย

เรื่องของลูกเรือฝรั่ง พระเอกคือมะนาว

แต่ในตำราไทย — พระเอกของรสเปรี้ยว คือผลไม้อีกชนิด
มะขามป้อม

มะขามป้อมมี vitamin C สูงกว่าส้มราว 20 เท่า
ผลเล็ก ๆ เพียงลูกเดียว ก็ให้ vitamin C เกินที่ร่างกายต้องการต่อวัน

และในตำราไทย-อายุรเวท ถือเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ทรงคุณค่าที่สุด —
เป็นหัวใจของตำรับ ตรีผลา

รสเปรี้ยวในตำราไทย

ตำราไทยจัดรสเปรี้ยวไว้ใช้ — ขับเสมหะ ฟอกโลหิต เรียกน้ำย่อย

ถ้ามองผ่านกรอบตรีธาตุที่เราคุยกันใน EP.02 —
รสเปรี้ยวทำงานกับ ธาตุน้ำ และ ธาตุไฟ

ธาตุน้ำ — รสเปรี้ยว ทำให้น้ำเคลื่อน
มันกระตุ้นการหลั่งน้ำลายและน้ำย่อย (ลองนึกถึงเวลาเห็นมะม่วงเปรี้ยว แล้วน้ำลายสอ)
และช่วยกัดเสมหะข้นเหนียว ให้เหลวและขับออกง่าย

ธาตุไฟ — รสเปรี้ยว เรียกไฟย่อย
มันกระตุ้นความอยากอาหารและการย่อย —
นี่คือเหตุผลที่อาหารเรียกน้ำย่อยมักมีรสเปรี้ยวนำ

ส่วน ฟอกโลหิต ที่ตำราว่า —
ในภาษาวิทยาศาสตร์คือ vitamin C และ polyphenol ในผลไม้เปรี้ยว
ที่ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง

ตำราไทยใช้คำว่า ฟอกโลหิต — ก่อนเราจะรู้จักคำว่า vitamin C 500 ปี

ใช้รสเปรี้ยวให้เป็น

รสเปรี้ยวเหมาะกับ — เวลาเบื่ออาหาร ย่อยไม่ดี มีเสมหะเหนียว
หรืออ่อนเพลียต้องการความสดชื่น

แต่รสเปรี้ยวก็มีขีดจำกัด
ถ้า ไฟย่อยแรงเกินอยู่แล้ว รสเปรี้ยวจะกระตุ้นจนเกิน

ควรระวังรสเปรี้ยวจัด เมื่อ

  • เป็นโรคกระเพาะ หรือกรดไหลย้อน
  • กินตอนท้องว่างมาก ๆ
  • ฟันสึก เสียวฟัน (กรดกัดเคลือบฟัน)

ส่วนน้ำหมักต่าง ๆ — น้ำส้มสายชูหมัก คอมบูชา ผลไม้ดอง — ก็คือรสเปรี้ยว
เพราะการหมักเปลี่ยนน้ำตาลเป็นกรดอินทรีย์
มันมีของดีจริง คือกรดอินทรีย์และโปรไบโอติกส์ ที่ช่วยย่อยและปรับลำไส้
แต่ควรระวังน้ำตาลแฝงที่มักสูง และคำว่า เอนไซม์ ที่มักเคลมเกินจริง —
กินเป็น ของปรับธาตุ ได้ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ

หลักง่าย ๆ — รสเปรี้ยวคือ ตัวปลุก
ปลุกน้ำย่อย ปลุกความสดชื่น ปลุกการไหลเวียน
แต่สิ่งที่ตื่นอยู่แล้ว ไม่ต้องปลุกซ้ำ

ครั้งหน้าที่บีบมะนาวลงในอาหาร หรืออมมะขามป้อมสักลูก
ลองนึกว่า — รสเปรี้ยวที่จี๊ดขึ้นมานั้น
คือสัญญาณเก่าแก่ที่ร่างกายเราใช้ตามหา ของบำรุง มาตลอด

มันเคยช่วยชีวิตลูกเรือนับล้าน
และเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีที่หมอทั้งโลกใช้พิสูจน์ยา

นั่นแหละ — รหัสร่างกาย ที่ซ่อนอยู่ในรสเปรี้ยว

04
9 รส รหัสร่างกาย

รสมัน

งา ไขมัน สมอง และวัสดุก่อสร้างของชีวิต

ภาพประกอบรสมัน งา ไขมัน สมอง และวัสดุก่อสร้างของชีวิต
รสมัน: งา ไขมัน สมอง และวัสดุก่อสร้างของชีวิต

🌿 9 รส รหัสร่างกาย โดย หมอนิค

EP.04 รสมัน — เรากลายเป็นคน เพราะกินไขมัน

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า บรรพบุรุษเราฉลาดขึ้น เพราะเริ่มกินไขมันสัตว์

เมื่อ 2 ล้านปีก่อน Homo erectus เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม
ไม่ได้กินแค่ผลไม้ใบไม้ — เริ่มล่าสัตว์ แทะกระดูก กินไขมันสมอง
และเริ่มอยู่ใกล้แหล่งน้ำ กินปลา หอย ปู

อาหารทะเลและสมองสัตว์ คือแหล่ง DHA — โอเมก้า-3 สายยาวที่เข้มข้นที่สุดในธรรมชาติ
และ DHA คือไขมันที่เสริมโครงเซลล์ประสาทของสมอง

ในเวลา 2 ล้านปี สมองมนุษย์ขยายเป็นกว่า 3 เท่า

เราไม่ได้กลายเป็นคนเพราะคิดเก่ง
แต่เราคิดเก่งขึ้น เพราะกลายเป็นคนที่กิน ของมัน ๆ

และเรื่องนี้ ยังเกิดขึ้นในร่างกายเราทุกคน วันนี้

ลองดูน้ำนมแม่ — ครึ่งหนึ่งของแคลอรี่ในน้ำนมแม่ คือไขมัน
ไม่ใช่นม ไม่ใช่โปรตีน

เพราะในปีแรกของชีวิต สมองทารกจะใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า
และมันต้องการ DHA จำนวนมหาศาล เพื่อเสริมโครงเซลล์ประสาท

ทารกที่ขาด DHA พัฒนาการสมองและสายตาช้ากว่าเด็กทั่วไป

ทั้งหมดนี้ คือเรื่องของไขมันในฐานะ วัสดุก่อสร้าง

แต่ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา วิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ไขมันยังทำงานอีกหน้าที่หนึ่ง —

มันยัง พูด

ตลอด 100 ปี วงการแพทย์เชื่อว่าไขมัน = ที่เก็บพลังงาน เหมือนถังน้ำมัน
เก็บไว้ตอนอิ่ม ใช้ตอนหิว เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น

จนปี 1994 — Jeffrey Friedman นักวิจัยที่ Rockefeller University
ค้นพบสิ่งที่เปลี่ยนวงการ

เซลล์ไขมัน สร้างฮอร์โมน ได้

ฮอร์โมนตัวแรกที่พบ ชื่อ leptin (จากภาษากรีก leptos = ผอม)
เซลล์ไขมันส่ง leptin ไปสมองตลอดเวลา บอกว่า ฉันมีเก็บพอแล้ว

ตั้งแต่นั้น เราพบว่าไขมันสร้างสารชีวภาพมากกว่า 50 ชนิด
ควบคุมความหิว ความอิ่ม การอักเสบ ภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมนเพศ ความไวต่ออินซูลิน และอารมณ์

ในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ไขมันคือ อวัยวะ endocrine ที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย
ใหญ่กว่าตับ ใหญ่กว่าต่อมไทรอยด์

มันไม่ได้นอนอยู่นิ่ง ๆ แต่มันคุยกับสมองตลอดเวลา

และที่น่าสนใจกว่านั้น — ไขมันคนละที่ พูดเสียงคนละแบบ

ไขมันใต้ผิว (ขา สะโพก ก้น) → ส่งฮอร์โมน adiponectin ที่ต้านการอักเสบ
ไขมันในช่องท้อง (พุง) → ส่งสาร TNF-α, IL-6 ที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง

ทั้งสองที่ พูด — แต่พูดคนละเรื่อง
นี่คือเหตุผลที่ อ้วนลงพุง อันตรายกว่า อ้วนทั่วตัว

ตำราไทย รู้เรื่องนี้ก่อนเรานับร้อยปี

ลองนึกถึงประเพณี อยู่ไฟ หลังคลอด —
ตำราจัดให้แม่กิน ปลา ไข่ งา น้ำมัน ของอบอุ่น
ตำราว่า บำรุงโลหิต บำรุงน้ำนม บำรุงประสาท

สังเกตคำนะครับ — ไม่ใช่แค่ บำรุง (สร้าง) แต่ บำรุงโลหิต บำรุงประสาท (สื่อสาร)
ตำราไทยรู้แล้วว่ารสมันทำงานสองด้าน — สร้าง และ ส่งสัญญาณ

ในเวลาอยู่ไฟ น้ำนมของแม่ คือสมองของลูก
ถ้าแม่ขาดไขมัน น้ำนมจะ อ่อนเบา และพัฒนาการของลูกจะช้า

ตำราเรียก บำรุง — วิทยาศาสตร์เรียก DHA + การส่งสัญญาณของไขมัน
เรื่องเดียวกัน คนละภาษา

และสมุนไพรรสมันที่ตำราไทยใส่ในตำรับแม่หลังคลอดมาเป็นพันปี — คือ งา

งามี ไขมันโอเมก้า-3 (ALA), sesamin ที่ลดการอักเสบ, แคลเซียม, vitamin E
ตำราไทยใส่งาในของหวาน ข้าวเหนียว และขนมหลังคลอด

ครั้งหน้าที่กิน ของมัน ๆ ลองนึกว่า —
ไขมันในจาน จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมอง ของเซลล์ ของฮอร์โมน
และเป็นสัญญาณที่ร่างกายเรา พูด กับตัวเองวันละหลายล้านครั้ง

เลือกของบำรุง — งา ปลา ไข่ ถั่ว มะพร้าว อะโวคาโด
เลี่ยงของรบกวน — ของทอดซ้ำ ไขมันทรานส์ เนยเทียม

ตำราไทยรู้เรื่องนี้
และจัดงาเป็นยาบำรุงในตำรับแม่หลังคลอด
ก่อนเราจะรู้คำว่า DHA หรือ leptin หลายร้อยปี

นั่นแหละ — รหัสร่างกาย ที่ซ่อนอยู่ในรสมัน

ตอนถัดไป

ตอนต่อไปจะค่อย ๆ เปิดตามลำดับเมื่อเผยแพร่จริงแล้ว

05รสฝาดสารสมานที่ทำให้เนื้อเยื่อกระชับ
06รสหวานรสของพลังงานและการบำรุง
07รสเค็มเกลือ แร่ธาตุ และของหมัก
08รสหอมเย็นกลิ่นที่เดินตรงเข้าสมอง
09รสเบื่อเมาพิษที่กลายเป็นยาเมื่อใช้ถูกขนาด

ห้องสมุดเพลินไพร · Plearnprai Organic · เพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำแทนการตรวจรักษา